สิ้นเดือนทีไร หนึ่งในคำถามยอดฮิตที่ทำให้ชาว HR หรือฝ่ายบุคคลต้องกุมขมับ คงหนีไม่พ้นเรื่องคลาสสิกอย่าง "เดือนนี้มี 31 วัน ทำไมตอนหักเงินขาดงานถึงใช้ฐาน 30 วันล่ะ?" หรือบางทีฝั่งบริหารก็แอบสงสัยว่า "แล้วเดือนกุมภาพันธ์ที่มี 28 วัน เราต้องหารด้วยเลขอะไรกันแน่?"
ปัญหาตัวเลขชวนปวดหัวนี้สร้างความไม่เข้าใจระหว่างพนักงานและบริษัทมานักต่อนัก วันนี้ HappyWork ขอชวนทุกคนมานั่งคุยและเคลียร์ประเด็นนี้ให้กระจ่างตามหลักกฎหมายแรงงาน แบบม้วนเดียวจบ เพื่อให้ชีวิตการทำงานของเราไร้ดราม่าและเข้าใจตรงกันมากขึ้น
สรุปแล้วต้องหาร 30 หรือตามจำนวนวันจริง?
เพื่อไม่ให้เสียเวลา เราขอสรุปให้ฟังง่าย ๆ เลยว่า สำหรับ "พนักงานรายเดือน" ต้องใช้เกณฑ์หารด้วยตัวเลข 30 เสมอ ไม่ว่าเดือนนั้นปฏิทินจะมี 28, 29, 30 หรือ 31 วันก็ตามหลายคนอาจสงสัยว่าตัวเลขนี้มาจากไหน? หากอ้างอิงตามหลักกฎหมาย พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ไม่ได้บัญญัติวิธีการคำนวณค่าจ้างรายเดือนเป็นรายวันไว้เป็นการเฉพาะ ดังนั้นเพื่อให้มีมาตรฐานและเป็นธรรม จึงต้องบังคับตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/6 วรรคสาม ซึ่งกำหนดหลักการไว้ชัดเจนว่า "ให้ถือว่าเดือนหนึ่งมี 30 วันเท่ากันทุกเดือน"
หลักการจำง่าย ๆ คือ ให้นำฐานเงินเดือนทั้งหมดหารด้วย 30 เพียงเท่านี้เราก็จะได้ตัวเลขค่าจ้างรายวัน
พออธิบายแบบนี้ หลายคนอาจจะแอบรู้สึกตะหงิดใจว่า "อ้าว ถ้าเดือนไหนมี 31 วัน แล้วเอา 30 ไปหาร ค่าตัวฉันต่อวันก็ดูแพงขึ้นสิ? แต่พอเป็นเดือนกุมภาพันธ์ ค่าตัวฉันก็ถูกลงน่ะสิ?"
เหตุผลที่กฎหมายออกแบบมาให้ใช้ฐาน 30 วันตายตัวนั้น เป็นไปเพื่อ ‘การสร้างมาตรฐาน’ ล้วน ๆ
- ในมุมของความเท่าเทียม พนักงานรายเดือนคือกลุ่มคนที่ได้รับเงินเดือนในลักษณะเหมาจ่าย ซึ่งหมายความว่าบริษัทตกลงจ่ายค่าตอบแทนให้คุณเท่ากันทุกเดือนเป็นก้อนกลม ๆ อยู่แล้ว ไม่ว่าเดือนนั้นคุณจะต้องตอกบัตรเข้าออฟฟิศกี่วันก็ตาม
- ในมุมของการลดความซับซ้อน ลองจินตนาการดูว่า หากองค์กรต้องคอยเปลี่ยนตัวเลขหารทุก ๆ เดือนตามปฏิทิน การคำนวณค่าล่วงเวลา หรือการคำนวณยอดหักกรณีมาสาย คงเต็มไปด้วยความวุ่นวายและเสี่ยงต่อการทำงานผิดพลาดอย่างมหาศาล
ข้อยกเว้นที่ไม่ได้หารด้วย 30 มีอะไรบ้าง?
อย่างไรก็ตาม แม้กฎเหล็กจะบอกให้หารด้วย 30 แต่ก็มีข้อยกเว้นบางกรณีที่ฝ่ายบุคคลและพนักงานควรทำความเข้าใจร่วมกันไว้ เพื่อป้องกันความสับสนกรณีพนักงานรายวัน
กลุ่มนี้จะแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เพราะพนักงานรายวันจะได้รับค่าจ้างตามวันที่มาทำงานจริง ดังนั้นเดือนไหนทำงานกี่วัน ก็นับตามจำนวนวันนั้นจริง ๆ ตามหลักการทำงานพื้นฐานที่ว่า หากไม่ได้ปฏิบัติงานก็จะไม่มีการจ่ายค่าตอบแทนในวันนั้นกรณีการเริ่มงานหรือลาออกระหว่างเดือน
สำหรับพนักงานรายเดือนที่มีการเข้าออกระหว่างเดือน วิธีที่บริษัทส่วนใหญ่นิยมใช้และได้รับการยอมรับว่าค่อนข้างเป็นธรรมคือ การคำนวณและจ่ายเงินตามสัดส่วนวันที่ทำงานจริง โดยวิธีคิดคือ นำเงินเดือนเต็มจำนวนหารด้วย 30 เพื่อหาค่าจ้างรายวันเสียก่อน จากนั้นจึงนำผลลัพธ์ที่ได้ไปคูณกับจำนวนวันที่พนักงานคนนั้นปฏิบัติงานจริงในเดือนนั้นจะเห็นได้ว่า กฎเกณฑ์ที่ดูเหมือนจะซับซ้อนและขัดแย้งกับความรู้สึกในบางครั้ง จริง ๆ แล้วถูกออกแบบมาเพื่อความเรียบง่าย เป็นระบบ และเป็นธรรมกับทุกฝ่ายมากที่สุด หวังว่าบทความจาก HappyWork ชิ้นนี้จะช่วยตอบคำถามคาใจ และทำให้บรรยากาศตอนสิ้นเดือนของทุกออฟฟิศเต็มไปด้วยความเข้าใจกันมากขึ้น







