เมื่อคนเก่งทำงานจนเวลตัน รู้จัก ‘Career Plateau’ และ วิธีที่องค์กรจะช่วยจุดไฟให้ทีมอีกครั้ง

ณชนก ปิติมานะอารี
ณชนก ปิติมานะอารี
ณชนก ปิติมานะอารี ·Updated on พฤษภาคม 6, 2026 ·10 min read
เมื่อคนเก่งทำงานจนเวลตัน  รู้จัก ‘Career Plateau’ และ วิธีที่องค์กรจะช่วยจุดไฟให้ทีมอีกครั้ง
เมื่อคนเก่งทำงานจนเวลตัน  รู้จัก ‘Career Plateau’ และ วิธีที่องค์กรจะช่วยจุดไฟให้ทีมอีกครั้ง

ในอดีต ภาพจำของความสำเร็จในโลกการทำงานมักถูกผูกติดอยู่กับการขึ้นบันไดขององค์กรไปทีละขั้น พนักงานที่ขยันและทำผลงานได้ดีจะได้รับการตอบแทนเป็นการเลื่อนขั้น มีตำแหน่งที่ใหญ่โตขึ้นและรายได้ที่สูงขึ้นตามลำดับ แต่ในโลกการทำงานยุคปัจจุบันที่โครงสร้างองค์กรถูกปรับให้แบนราบลง เทคโนโลยีและ AI เข้ามาจัดการงานประจำ และธุรกิจต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว บันไดที่ว่านั้นกลับมีขั้นให้เหยียบน้อยลง หรือบางครั้งก็ถูกรื้อถอนไปเสียดื้อๆ

สภาวะนี้ทำให้คนทำงานระดับหัวกะทิหลายคนต้องเผชิญกับ ภาวะชะงักงันในสายอาชีพ หรือ Career Plateau ซึ่งก็คือความรู้สึกที่ว่าโอกาสในการเติบโตมาถึงทางตัน สำหรับคนทำงาน HR อย่างเรา นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาส่วนตัวของพนักงาน แต่เป็น จุดเปราะบางที่ส่งผลต่อการบริหารคน เพราะงานวิจัยระบุว่าพนักงานกว่า 74% จะต้องเจอกับภาวะนี้ และหากองค์กรไม่มีกลยุทธ์เข้ามารองรับ มันจะกลายเป็นชนวนชั้นดีที่ทำให้คนเก่งหมดไฟและเดินจากไปในที่สุด

ทำไมพนักงานดาวเด่นถึงรู้สึกย่ำอยู่กับที่?



ในมุมมองของการบริหารทรัพยากรบุคคล การจะแก้ปัญหาได้ เราต้องเข้าใจก่อนว่า Career Plateau ไม่ได้เกิดจากพนักงานหมดไฟขี้เกียจทำงานเสมอไป แต่มีรากฐานมาจาก 4 สาเหตุหลักที่เราต้องคอยสังเกต

1. ข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง (Structural Plateau)
นี่คือสิ่งที่ HR เจอเป็นประจำ เมื่อพนักงานเก่งพร้อมก้าวขึ้นไป แต่เก้าอี้ผู้บริหารระดับบนมีจำกัด ทำให้พวกเขาต้องติดแหง็กอยู่ที่เดิม ซึ่งมักสร้างความรู้สึกว่าความทุ่มเทนั้นสูญเปล่า

2. ความอิ่มตัวในเนื้องาน (Content Plateau)
เกิดขึ้นเมื่อพนักงานเชี่ยวชาญในงานที่ทำมากๆ จนทุกอย่างกลายเป็นความเคยชิน งานที่เคยท้าทายกลายเป็นกิจวัตรน่าเบื่อ ซึ่งกัดกินแรงจูงใจในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ อย่างเงียบๆ

3. ทักษะที่หยุดนิ่ง (Skill Plateau)
ในยุคที่โลกหมุนเร็ว หากองค์กรไม่มีระบบการพัฒนาบุคลากรที่เข้มแข็งพอ หรือพนักงานหยุดเรียนรู้ ทักษะที่เคยทำให้พวกเขาเป็นดาวเด่นอาจล้าสมัยไปอย่างรวดเร็ว

4. วิกฤตความหมายชีวิต (Life Plateau)
มักพบในกลุ่มวัยกลางคน หรือ Mid-career เมื่อคนทำงานเริ่มตั้งคำถามถึงคุณค่าและเป้าหมายในชีวิต หากหน้าที่การงานไม่ตอบโจทย์คุณค่าเหล่านั้นอีกต่อไป พวกเขาจะสูญเสียพลังใจในการทำงานอย่างรุนแรง

ในทางจิตวิทยา เมื่อพนักงานทุ่มเทอย่างเต็มที่แต่สัมผัสได้ว่าผลตอบแทนที่ได้รับ (ซึ่งในที่นี้คือโอกาสเติบโต) ไม่สมน้ำสมเนื้อ กลไกป้องกันตัวตามธรรมชาติคือการลดความพยายามลงเพื่อรักษาสมดุลความรู้สึกของตนเอง สำหรับ HR สิ่งนี้จะแสดงออกผ่านพฤติกรรมการทำงานแบบ Quiet Quitting คือทำหน้าที่แค่ให้ผ่านไปวันๆ ไม่เสนอไอเดีย ไม่รับความท้าทายใหม่

ที่น่ากังวลที่สุดคือเมื่อภาวะนี้เกิดขึ้นกับผู้จัดการระดับกลาง ซึ่งเป็นกลุ่มที่แบกรับความคาดหวังจากทั้งผู้บริหารและลูกน้อง การหมดไฟของคนกลุ่มนี้จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ทำให้ขวัญกำลังใจและประสิทธิภาพของคนทั้งทีมร่วงหล่นตามไปด้วย

เมื่อ ‘การเติบโต’ ไม่ใช่แค่การ ‘เลื่อนขั้น’ เสมอไป



เมื่อการเพิ่มเงินเดือนเล็กน้อยหรือการเปลี่ยนชื่อตำแหน่งให้ดูหรูหราขึ้นไม่สามารถแก้ปัญหาที่รากฐานได้ HR จึงต้องเป็นผู้นำในการปรับเปลี่ยนมุมมองและระบบนิเวศการทำงานเสียใหม่

เปลี่ยนภาพจำจาก ‘บันได’ เป็น ‘โครงข่าย’


HR ต้องสร้างวัฒนธรรมที่ให้คุณค่ากับการเติบโตแนวราบ การให้พนักงานได้หมุนเวียนไปทำงานข้ามสายงาน หรือข้ามไปลุยโปรเจกต์ใหม่ๆ จะช่วยเปิดโลกทัศน์ สร้างทักษะใหม่ และปลุกไฟการทำงานให้กลับมาลุกโชนอีกครั้งโดยไม่ต้องรอเก้าอี้ผู้บริหารว่าง

การออกแบบงานให้มีความหมายมากขึ้น


การเพิ่มคุณค่าให้งานไม่ใช่การสั่งงานให้หนักขึ้น แต่คือการมอบอำนาจในการตัดสินใจ ให้อิสระในการบริหารจัดการ และสร้างโอกาสให้พนักงานซีเนียร์ได้สวมหมวก 'โค้ช หรือ 'เมนเทอร์' เพื่อส่งต่อความรู้ให้คนรุ่นใหม่ ซึ่งจะช่วยเติมเต็มความรู้สึกมีคุณค่าและได้รับการยอมรับ

สนับสนุนให้พนักงานมี ‘Portfolio Life’


HR ยุคใหม่ควรมีมุมมองที่เปิดกว้างและสนับสนุนให้พนักงานมีชีวิตด้านอื่นๆ นอกเหนือจากงานประจำ เหมือนการลงทุนที่ไม่กระจุกความเสี่ยงไว้ที่เดียว การส่งเสริมให้พนักงานมีเวลาไปทำโปรเจกต์ส่วนตัว เป็นที่ปรึกษา หรือเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ นอกเวลางาน จะช่วยสร้างความมั่นคงทางความรู้สึก เมื่อส่วนหนึ่งของชีวิตเผชิญความชะงักงัน พลังงานบวกจากมิติอื่นๆ จะช่วยพยุงให้พวกเขายังคงมีความสุขและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในท้ายที่สุด ภาวะ Career Plateau ไม่ใช่จุดจบของเส้นทางอาชีพ และไม่ใช่ความล้มเหลวของกระบวนการ HR แต่มันคือโจทย์สำคัญที่ท้าทายให้เราออกแบบสภาพแวดล้อมการทำงานใหม่ องค์กรที่จะรักษาคนเก่งไว้ได้ในอนาคต คือองค์กรที่เข้าใจว่าพื้นที่กว้างๆ ให้พนักงานได้ออกสำรวจและเรียนรู้ตลอดเวลา นั้นยั่งยืนกว่าการสร้างบันไดสูงชันที่นับวันยิ่งมีพื้นที่ให้ยืนน้อยลง

References
McKinsey & Company, Reimagining people development to overcome talent challenges.
McKinsey & Company, The most fundamental skill: Intentional learning and the career advantage.
Deloitte, 2024 Global Human Capital Trends.
Baker Library, You're More Than Your Job: 3 Tips for a Healthier Work-Life Balance.
AARP International, Promoting an Age-Inclusive Workforce.




Beyond the Corporate Ladder: How HR Must Dismantle the Career Plateau Before It Drains Top Talent