เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ไหม? ในระหว่างที่คุณกำลังพรีเซนต์งานอย่างกระตือรือร้นผ่าน Zoom หรือแม้แต่นั่งประชุมกันในออฟฟิศ พอหันไปมองหน้าเด็กจบใหม่หรือน้องๆ Gen Z ในทีม กลับพบกับ สายตาที่เหม่อลอย นิ่งงัน ใบหน้าเรียบเฉย และแทบไม่กะพริบตา
ในฐานะหัวหน้างาน Gen X หรือ Millennial เราอาจจะแอบใจเสีย หรือเผลอคิดไปว่า "น้องเบื่อหรอ?", "ฟังอยู่หรือเปล่าเนี่ย?" หรือ "ทำไมดูไม่ Professional เลย?"
ก่อนที่คุณจะเก็บไปน้อยใจหรือเรียกน้องมาตักเตือน ขอบอกเลยว่าคุณกำลังเจอกับปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ‘Gen Z Stare’ ซึ่งนักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านเจเนอเรชันออกมายืนยันแล้วว่า "พวกเขาไม่ได้เบื่อ และไม่ได้กำลังกวนประสาทคุณอยู่แน่นอน"
ทำไมเราถึงรู้สึกนอยด์กับสายตาแบบนี้?
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกับ 'ช่องว่างระหว่างวัย' ในเรื่องของการสื่อสารกันก่อนคนรุ่น Gen X หรือ Millennial ถูกปลูกฝังมากับมารยาททางสังคมที่เรียกว่า Active Listening หรือการแสดงออกว่าเรากำลังฟังอยู่ เช่น การพยักหน้ารับ การสบตา การยิ้มบางๆ หรือการพูดตอบรับสั้นๆ ว่า "ครับ/ค่ะ" สำหรับเรา การทำแบบนี้คือการให้เกียรติผู้พูด
แต่สำหรับ Gen Z ที่เติบโตมาพร้อมกับหน้าจอ พวกเขาใช้เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตไปกับการมองจอโทรศัพท์ ดู TikTok หรือคุย FaceTime กับเพื่อน การจ้องด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย จึงเป็นสภาวะปกติของพวกเขา โดยไม่ได้มีความหมายแฝงเชิงลบใดๆ เลย
3 ความจริงเบื้องหลัง Gen Z Stare
1. พวกเขากำลังตั้งใจฟังขั้นสุดแทนที่จะมองว่าพวกเขาหลุดโฟกัส นักจิตวิทยากลับบอกว่า สายตาที่นิ่งงันคือการที่สมองกำลังประมวลผลข้อมูลอย่างหนักต่างหาก เมื่อพวกเขาต้องใช้สมาธิมากๆ พวกเขาจะตัดสิ่งเร้าอื่นๆ ออกไป (เช่น การขยับหน้า หรือการเปลี่ยนจุดโฟกัสสายตา) เพื่อรับฟังสิ่งที่คุณพูดอย่างเต็มที่
2. Gen Z ส่วนใหญ่ ไม่ชอบเล่นละครในที่ทำงาน
Gen Z ให้ความสำคัญกับความ Authentic หรือความจริงแท้ พวกเขามองว่าการต้องมานั่งฝืนยิ้ม พยักหน้ารัวๆ หรือแกล้งทำเป็นตื่นเต้นตลอดเวลา ทั้งๆ ที่ไม่ได้รู้สึกแบบนั้น เป็นเรื่องที่ใช้พลังงานโดยเปล่าประโยชน์ พวกเขาจึงเลือกที่จะประหยัดพลังงานตรงนี้ เพื่อเอาไปโฟกัสกับเนื้อหาของงานจริงๆ
3. กลไกปกป้องตัวเองจากความเหนื่อยล้า
การประชุมออนไลน์ที่ต้องจ้องหน้าตัวเองและคนอื่นในจอสี่เหลี่ยมเป็นเวลานานๆ ทำให้เกิดอาการ Screen Fatigue ได้ง่าย การทำหน้านิ่งๆ ปล่อยสายตาให้ว่างเปล่า จึงเป็นเหมือนโหมดประหยัดพลังงานของสมองนั่นเอง
ผู้นำ และ HR จะรับมือและทำงานร่วมกับเด็ก Gen Z อย่างไร?
การเข้าใจไม่ได้แปลว่าเราต้องยอมรับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมเสมอไป แต่เป็นการปรับจูนเข้าหากันเพื่อบรรยากาศการทำงานที่ดีขึ้นต่างหาก- เปลี่ยนจุดโฟกัส จาก ‘ท่าที’ เป็น ‘ผลลัพธ์’
ลองถามตัวเองว่า ท้ายที่สุดแล้วน้องๆ สามารถสรุปงานได้ไหม? ส่งงานตรงเวลาและมีคุณภาพหรือเปล่า? ถ้าคำตอบคือ "ใช่" เราอาจจะต้องปล่อยวางเรื่องท่าทีการนั่งประชุมลงบ้าง และโฟกัสที่ Output แทน - เช็คความเข้าใจแบบเนียน ๆ
แทนที่จะเดาจากสีหน้า ลองใช้วิธีโยนคำถามเพื่อดึงให้พวกเขามีส่วนร่วม เช่น "น้องเอิร์ธคิดว่าไอเดียนี้เวิร์คไหม?" หรือ "มีใครอยากเสริมตรงไหนไหม?" คุณอาจจะเซอร์ไพรส์ที่เห็นคนทำหน้าเหม่อ ตอบคำถามได้เฉียบขาดที่สุด - สร้างพื้นที่ที่ทุกคนรู้สึกปลอดภัย
วัฒนธรรมองค์กรที่ดีคือพื้นที่ที่ทุกคนสามารถเป็นตัวเองได้โดยไม่ต้องใส่หน้ากากเข้าหากันตลอดเวลา การอนุญาตให้คนทำงานมีสไตล์การฟังในแบบของตัวเอง จะช่วยลดความเครียดและสร้าง Trust ให้เกิดขึ้นในทีม
Gen Z Stare ไม่ใช่ปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไข แต่เป็นเพียงภาษาท่าทางรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นตามยุคสมัยการเปิดใจทำความเข้าใจความแตกต่างของแต่ละเจเนอเรชัน จะช่วยสลายกำแพงที่มองไม่เห็น หรือ Silo ระหว่างวัยลงได้ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าเราจะแสดงออกทางสีหน้าแบบไหน สิ่งที่เราทุกคนต้องการเหมือนกันก็คือ การได้ทำงานในพื้นที่ที่มีความสุข เข้าอกเข้าใจ และมองเห็นคุณค่าในตัวเรา







